พระมหากษัตริย์สมัยอยุธยาพระมหากษัตริย์ไทย

สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ (สมเด็จพระบรมราชาที่ ๓)

พระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๕ และเป็นรัชกาลสุดท้ายแห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง พระมหหากษัตริย์ไทย สมัยอยุธยา ลำดับที่ ๓๒

พระมหากษัตริย์ไทย กรุงศรีอยุธยาราชธานี รัชกาลที่ ๖ แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง

สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ หรือ สมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ หรือ สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ เป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๖ และเป็นรัชกาลสุดท้ายแห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง พระมหหากษัตริย์ไทย สมัยอยุธยา ลำดับที่ ๓๓ เป็นพระมหษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา ก่อนเหตุการณ์เสียกรุงครั้งที่ ๒ ปี พ.ศ. ๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ ทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๐๑ – ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐ มีพระราชสมัญญานามที่สามัญชนเรียกกันอย่างลับว่า ขุนหลวงขี้เรื้อน เนื่องจากพระฉวี (ผิวหนัง) เป็นโรคผิวหนัง โรคเรื้อน หรือโรคกลากเกลื้อน

สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ หรือสมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติต่อจาก สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (พระราชพงศาวดารพม่าเรียก สุรประทุมราชา) เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๕ แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และมีพระสมัญญานามว่า ขุนหลวงหาวัด

ขุนหลวง เป็นคำที่ใช้เรียกพระเจ้าแผ่นดินของพศกนิกร ประมาณสมัยอยุธยา ที่เราเคยได้ยิน ขุนหลวงท้ายสระ ขุนหลวงนารายณ์ ขุนหลวงเพทราชา ขุนหลวงหาวัด ขุนหลวงสรศักดิ์

พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ

พระราชสมภพ

สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ มีพระนามเดิมว่าเจ้าฟ้าเอกทัศ เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ประสูติแต่กรมหลวงพิพิธมนตรี (พระพันวัสสาน้อย) เมื่อพระราชบิดาปราบดาภิเษกในปี พ.ศ. ๒๒๗๕ จึงโปรดให้ตั้งเป็นกรมขุนอนุรักษ์มนตรี

ก่อนครองราชย์

หนึ่งปีก่อนพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสวรรคต พระองค์ทรงแต่งตั้งเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต พระอนุชาของเจ้าฟ้าเอกทัศ ให้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แต่เจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตทูลว่า เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี พระเชษฐา ยังคงอยู่ขอพระราชทานให้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลน่าจะสมควรกว่า พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงตรัสว่า กรมขุนอนุรักษ์มนตรีนั้น เป็นวิสัยพระทัยปราศจากความเพียร ถ้าจะให้ดำรงฐานานุศักดิ์อุปราชสำเร็จราชกิจกึ่งหนึ่ง ก็จะเกิดวิบัติฉิบหายเสีย เห็นแต่กรมขุนพรพินิจ กอปรด้วยสติปัญญาฉลาดเฉลียว ควรจะดำรงเศวตฉัตรรักษาแผ่นดินได้ แล้วรับสั่งกับกรมขุนอนุรักษ์มนตรีว่า “จงไปบวชเสีย อย่าอยู่ให้กีดขวาง” กรมขุนอนุรักษ์มนตรีเกรงพระราชอาญาจึงจำพระทัยทูลลาผนวชไปประทับ ณ วัดละมุดปากจั่น ส่วนเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตได้รับอุปราชาภิเษกเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลแทน

การเสด็จขึ้นครองราชย์

สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ หรือสมเด็จพระบรมราชา ที่ ๓ เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๐๑ – ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๒๓๐๑ พระเจ้าอุทุมพรเสด็จขึ้นครองราชย์ ระหว่างนั้นกรมขุนอนุรักษ์มนตรีเสด็จมาประทับ ณ พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ราว ๒ เดือนต่อมา พระเจ้าอุทุมพรเสด็จไปถวายราชสมบัติแก่กรมขุนอนุรักษ์มนตรีแล้วเสด็จออกผนวช ประทับ ณ วัดประดู่ทรงธรรม กรมขุนอนุรักษ์มนตรีจึงเสด็จขึ้นราชาภิเษก ณ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชามหาอดิศร บวรสุจริต ทศพิธธรรมธเรศ เชษฐโลกานายกอุดม บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว

สงครามคราวเสียกรุงครั้งที่สอง

ในระหว่างที่พระองค์ครองราชย์ พระเจ้าอลองพญาได้ยกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๐๓ พระเจ้าเอกทัศ ได้ทรงขอให้พระเจ้าอุทุมพรลาผนวชมาช่วยบัญชาการรบ แต่พระเจ้าอลองพญาประชวรสวรรคตเสียก่อน

ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๐๗ พระเจ้ามังระ โอรสของพระเจ้าอลองพญา ได้เป็นพระเจ้าอังวะและส่งกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีก ให้เกณฑ์กองทัพกว่า ๗๐,๐๐๐ นาย ยกเข้าตีเมืองสยาม ๒ ทาง ทางทิศใต้เข้าตีเข้าทางเมืองมะริด ส่วนทางตอนเหนือตีลงมาจากแคว้นล้านนา และบรรจบกันที่กรุงศรีอยุธยาเป็นศึกขนานกันสองข้างโดยได้ล้อมกรุงศรีอยุธยานาน ๑ ปี ๒ เดือน ก็เข้าพระนครได้ เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐

ในพงศาวดารฉบับหอแก้วและคองบองของพม่า ได้บรรยายให้เห็นว่าในสงครามครั้งนี้ ผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยาเองก็ได้เตรียมการและกระทำการรบอย่างเข้มแข็ง มิได้เหลวไหลอ่อนแออย่างพงศาวดารที่ปรากฏในบางเล่ม

เสด็จสวรรคต

สาเหตุการเสด็จสวรรคตของพระเจ้าเอกทัศมีข้อสันนิษฐานไว้หลายข้อ หลักฐานของไทยส่วนใหญ่บันทึกไว้ว่าพระองค์เสด็จสวรรคตจากการอดพระกระยาหารเป็นเวลานานกว่า ๑๐ วัน หลังจากที่เสด็จหนีไปซ่อนตัวที่ป่าบ้านจิก ใกล้กับวัดสังฆาวาส ทหารพม่าเชิญเสด็จไปที่ค่ายโพธิ์สามต้น เมื่อเสด็จสวรรคต นายทองสุกได้นำพระบรมศพไปฝังไว้ที่โคกพระเมรุ ตรงหน้าพระวิหารพระมงคลบพิตร ต่อมาสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงอัญเชิญพระบรมศพขึ้นถวายพระเพลิงตามโบราณราชประเพณี

ฝ่ายพงศาวดารพม่าระบุว่า เกิดความสับสนระหว่างการหลบหนีในเหตุการณ์กรุงแตก จึงถูกปืนยิงสวรรคตที่ประตูท้ายวัง

ส่วนคำให้การของแอนโทนี โกยาตัน ตำแหน่ง หัวหน้าฝรั่งต่างด้าว (Head of the foreign Europeans) เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๑ มีว่า “กษัตริย์องค์ที่สูงวัย (พระเจ้าเอกทัศ) ถูกลอบปลงพระชนม์โดยชาวสยามเช่นเดียวกัน” หรือไม่พระองค์ก็ทรงวางยาพิษตนเอง

พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ (สมเด็จพระบรมราชา ที่ ๓)

ในทัศนะของสุเนตร ชุตินธรานนท์ มีความเห็นว่า ผู้ชำระพงศาวดารไทยไม่ได้ระบุพระราชกรณียกิจของพระเจ้าเอกทัศ ซ้ำยังกล่าวพาดพิงในแง่ร้ายอยู่บ่อยครั้ง หากแต่ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ กลับมีการกล่าวถึงพระมหากษัตริย์พระองค์นี้อย่างชื่นชม

คำให้การชาวกรุงเก่า ปรากฏความว่า “พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ (สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ) ทรงพระกรุณากับอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวง แผ่เมตตาไปทั่วสารพัดสัตว์ทั้งปวง”

ใน คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม ปรากฏความว่า

“พระองค์ตั้งอยู่ในธรรมสุจริต บพิตรเสด็จไปถวายนมัสการพระศรีสรรเพชทุกเพลามิได้ขาด พระบาทจงกรมอยู่เป็นนิจ บพิตรตั้งอยู่ในทศพิธสิบประการ แล้วครอบครองกรุงขันธสีมา ทั้งสมณพราหมณ์ก็ชื่นชมยินดีปรีเปนศุขนิราชทุกขไภย ด้วยเมตตาบารมีทั้งฝนก็ดีบริบูรณภูลความศุกมิได้ดาล ทั้งข้าวปลาอาหารและผลไม้มีรสโอชา ฝูงอาณาประชาราษฎร์และชาวนิคมชนบทก็อยู่เยนเกษมสานต์ มีแต่จะชักชวนกันทำบุญให้ทาน และการมโหรสพต่าง ๆ ทั้งนักปราชผู้ยากผู้ดีมีแต่ความศุกที่ทุกขอบขันธสีมา”

คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม

นอกจากนี้ จากหลักฐานทั้งสอง ยังได้กล่าวถึงพระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระเจ้าเอกทัศ เช่น ทรงออกพระราชบัญญัติเครื่องชั่ง ตวง วัดต่าง ๆ, มาตราเงินบาท สลึง เฟื้องให้เที่ยงตรง และโปรดให้ยกเลิกภาษีอากรต่าง ๆ เป็นเวลา ๓ ปี รวมทั้ง “ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา บ้านเมืองสงบ การค้าขายเจริญ ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ให้แก่คนยากจนจำนวนมาก”

ข้อมูลพระมหากษัตริย์

พระนาม สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ, สมเด็จพระบรมราชาที่ ๓, พระมหากษัตริย์มเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์
สมัย กรุงศรีอยุธยา
ลำดับ พระมหากษัตริย์ไทย ลำดับที่ ๓๓
ราชวงศ์ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง (รัชกาลที่ ๖ แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง)
ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๐๑ – ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐ (ครองราชย์ ๙ ปี)
สวรรคต พ.ศ. ๒๓๑๐ (พระชนมายุ ๕๘ พรรษา)

พระมหากษัตริย์สมัยอยุธยา ราชวงศ์บ้านพลูหลวง


ที่มาข้อมูลและรูปภาพ:

  • เว็บไซต์วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (th.wikipedia.org)

Shares:
ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *