พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงวางศิลาฤกษ์พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พุทธศักราช 2419 (ร.ศ. 95)
วันที่ 7 พฤษภาคม พุทธศักราช 2419 (ร.ศ. 95) เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่จารึกอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สยามประเทศ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีอันเป็นมงคลยิ่ง นั่นคือ การวางศิลาฤกษ์พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ณ พระบรมมหาราชวัง การเริ่มต้นการก่อสร้างพระที่นั่งอันสง่างามนี้ มิได้เป็นเพียงการขยายพื้นที่พระราชฐาน แต่ยังสะท้อนถึงพระราชวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพระองค์ในการนำพาสยามประเทศก้าวสู่ความทันสมัยและเป็นที่ยอมรับในสายตาของนานาอารยประเทศ
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สยามประเทศเผชิญกับความท้าทายจากลัทธิล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก พระองค์ทรงตระหนักดีว่า การปรับปรุงประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าในทุกด้าน ทั้งการบริหารราชการ การทหาร เศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงสถาปัตยกรรม เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาเอกราชและความมั่นคงของชาติ การก่อสร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทจึงเป็นส่วนหนึ่งของโครงการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ที่มุ่งเน้นการผสมผสานความเจริญแบบตะวันตกเข้ากับเอกลักษณ์ความเป็นไทย
พระราชดำริในการสร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเกิดขึ้นเพื่อสนองพระราชประสงค์ที่จะมีสถานที่อันโอ่อ่าสง่างามตามแบบตะวันตก สำหรับใช้ในการประกอบพระราชพิธีสำคัญ การรับรองพระราชอาคันตุกะ และการแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของสยามประเทศ ควบคู่ไปกับการธำรงรักษาศิลปะและสถาปัตยกรรมไทยอันเป็นมรดกของชาติ
การออกแบบพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเป็นการผสมผสานสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น โดยได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบอิตาเลียนเรเนซองส์ (Italian Renaissance) ในส่วนของตัวอาคารสามชั้น ซึ่งแสดงออกถึงความสง่างามและความสมมาตรตามแบบตะวันตก ในขณะเดียวกัน ส่วนหลังคาและยอดปราสาทได้รับการออกแบบตามแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณีอย่างวิจิตรบรรจง ทำให้เกิดรูปลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์และงดงามอย่างยิ่ง จนได้รับสมญาว่าเป็น “ฝรั่งสวมชฎา”
ผู้ออกแบบพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทคือ นายจอห์น คลูนิช (John Clunish) สถาปนิกชาวสิงคโปร์เชื้อสายอังกฤษ ผู้มีความเข้าใจในสถาปัตยกรรมตะวันตกเป็นอย่างดี โดยมีเจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น เป็นแม่กองอำนวยการก่อสร้าง และพระยาเวียงในนฤบาล (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้กำกับดูแลการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด การร่วมมือกันระหว่างสถาปนิกชาวต่างชาติและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของไทย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการสร้างสรรค์สิ่งก่อสร้างที่ผสมผสานความรู้และความเชี่ยวชาญจากทั้งสองวัฒนธรรม
พิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ร.ศ. 95 จึงเป็นพิธีที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพิธีตามโบราณราชประเพณี เพื่อความเป็นสิริมงคลและความมั่นคงของการก่อสร้าง ข้าราชบริพาร ขุนนาง และประชาชนจำนวนมากต่างมาร่วมเป็นสักขีพยานในการเริ่มต้นโครงการก่อสร้างอันยิ่งใหญ่นี้
ภายหลังจากการวางศิลาฤกษ์ การก่อสร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทดำเนินไปอย่างต่อเนื่องด้วยความประณีตบรรจง ช่างฝีมือทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการสร้างสรรค์รายละเอียดต่างๆ ของพระที่นั่งให้มีความงดงามสมพระเกียรติ การตกแต่งภายในก็มีความวิจิตรตระการตา สะท้อนถึงความมั่งคั่งและความรุ่งเรืองของสยามในยุคนั้น ในที่สุด การก่อสร้างก็แล้วเสร็จสมบูรณ์ในรัชศก 100 (พุทธศักราช 2424) และได้มีการเฉลิมพระราชมณเฑียรอย่างสมเกียรติในปีพุทธศักราช 2425
พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทมิได้เป็นเพียงอาคารที่สวยงาม แต่ยังมีความสำคัญในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของการบริหารราชการและการประกอบพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท้องพระโรงกลางของพระที่นั่งองค์นี้ใช้เป็นสถานที่เสด็จออกให้คณะทูตานุทูตต่างประเทศเข้าเฝ้าฯ ถวายพระราชสาส์นตราตั้ง และเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงรับรองพระราชอาคันตุกะผู้ทรงเกียรติ
ภายในพระที่นั่งยังประกอบด้วยส่วนต่างๆ ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และศิลปะ อาทิ พระที่นั่งองค์ตะวันออก ซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระราชโอรส 5 พระองค์ ชั้นบนเป็นที่ประดิษฐานปูชนียวัตถุสำคัญ ส่วนพระที่นั่งองค์ตะวันตก เคยเป็นหอพระอัฐิของพระมเหสีและพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ และเป็นที่จัดแสดงเครื่องอาวุธโบราณอันทรงคุณค่า
จวบจนปัจจุบัน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทยังคงเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของพระบรมมหาราชวัง และเป็นสถานที่สำคัญในการประกอบพระราชพิธีต่างๆ รวมถึงการรับรองประมุขแห่งรัฐและบุคคลสำคัญจากต่างประเทศ ความสง่างามและความเป็นเอกลักษณ์ของพระที่นั่งองค์นี้ ยังคงเป็นที่ประทับใจของผู้มาเยือนจากทั่วโลก
การวางศิลาฤกษ์พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในวันที่ 7 พฤษภาคม ร.ศ. 95 จึงมิได้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการก่อสร้างอาคารหลังหนึ่ง แต่เป็นการเริ่มต้นของสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาประเทศในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระที่นั่งองค์นี้เป็นประจักษ์พยานถึงพระปรีชาสามารถและพระราชวิสัยทัศน์อันยาวไกลของพระองค์ ในการนำพาสยามประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก
ในวันที่ 7 พฤษภาคมของทุกปี เราจึงควรน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และชื่นชมในความงดงามของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ซึ่งเป็นมรดกทางศิลปะ สถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์อันล้ำค่าของชาติไทย ที่ยังคงสง่างามเป็นศรีสง่าแห่งพระบรมมหาราชวังตราบจนทุกวันนี้
ที่มา
- สำนักพระราชวัง. (ม.ป.ป.). พระบรมมหาราชวัง. สืบค้นเมื่อ 19 พฤษภาคม 2568, จาก https://www.royalgrandpalace.th/th/home
- วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2567, 11 พฤศจิกายน). พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท. สืบค้นเมื่อ 19 พฤษภาคม 2568, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97
- ราชกิจจานุเบกษา. (2425, 25 เมษายน). พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท. เล่ม ๑ ตอนที่ ๑, หน้า ๑-๓.
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (ม.ป.ป.). พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. สืบค้นเมื่อ 19 พฤษภาคม 2568, จาก https://www.chula.ac.th/about/kingrama5/


